วันพุธที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนครั้งที่ 8

บันทึกการเรียนครั้งที่ 8
วันพุธที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2560
เวลาเรียน 8.30 - 11.30 น.

ความรู้ที่ได้รับจากการเรียน



SWOT คืออะไร
คือการวิเคราะห์สำรวจตรวจสอบสภาพภายในองค์กร และสภาพแวดล้อมภายนอก เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวางแผน
S : จุดแข็ง
W : จุดอ่อน
O : โอกาส
T : อุปสรรค
แต่สิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องไม่มองข้ามไปคือ เรากำลังจะเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ ที่อาจจะทำให้บางคนไม่พอใจจากการสำรวจ
จุดอ่อน :W-จุดแข็ง : S      ภายในองค์กร 

       โอกาส   :O-อุปสรรค : T   ภายนอก

 SWOTให้คำตอบอะไรกับเรา
   1.อะไรคือเรื่องหลักที่เราต้องเผชิญในวันนี้
2.            2. เราจะจัดการกับเรื่องหลักนี้อย่างไร                                                                                                         
ข้อสังเกต
  •  บางคนใช้ SWOT เพื่อตั้งคำถามอย่างเดียว
  •  บางคนใช้เหตุผลของ SWOT มองข้ามปัญหาไป


เรามาทำความคุ้นเคยกับ SWOT ด้วยกัน
  • ถ้าคุณมีภารกิจ ที่จะต้องให้บริการที่มีภาพต่อชุมชน ตรงต่อเวลา ข้อมูลน่าเชื่อถือ และมีภาพพจน์ที่ดี
  • มีการกำหนดหน้าที่ และภารกิจให้กับทีมงานทุกคน
  • ภารกิจบรรลุเป้าหมาย เพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชน ในการเพิ่มมูลค่า(Value Creativity) และคุณค่าความเป็นอยู่ในชุมชนดีขึ้น



เรามาเริ่มต้นด้วนการวิเคราะห์จุดแข็ง
S : Strengths

 จุดแข็ง : Strengths

ตัวอย่าง
  • งานที่เราถนัด ทำแล้วมีความสุข
  • งานที่โดดเด่นที่ชุมชนชื่นชอบ
  • อะไรที่ชุมชนมีความต้องการให้เราทำซ้ำอีก
  • ทรัพยากร และเครื่องมือที่เรามีความพร้อม

เรามาพิจารณาอีกมุมหนึ่งภายในขององค์กร

 ของเรา คือจุดอ่อนW : Weaknesses
จุดอ่อน : Weaknesses
ตัวอย่าง
  • งานที่เราไม่สบายใจที่จะทำ
  • ความต้องการที่จะรับความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงาน หรือทักษะบางอย่างที่เรายังไม่มั่นใจ
  • ขาดทรัพยากรในการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย

หมายเหตุ
1.             บางทีจุดอ่อนของเรามีความเชื่อมโยงกับจุดแข็ง
2.             ยกตัวอย่าง....
นายแดงดี สีใส อ่านหนังสือไม่ออก แต่มีความชำนาญในการสาธิตการกรีดยางพารา

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าการวิเคราะห์ประเมินภายในองค์กรสมบูรณ์ครบถ้วน
ด้วยการมองสภาพแวดล้อมภายนอก แล้วพิจารณาว่า องค์กรของเรามีโอกาสประสบความสำเร็จ จากแผนโครงการพัฒนา ด้วยวิธีการทำงานใหม่นี้หรือไม่





                                                              เอาละ! ตอนนี้มาดูสิว่าอะไรน่าจะเป็น

 อุปสรรค : Threats
อุปสรรค : Threats
หมายเหตุ
  • การมองถึงอุปสรรค T ไม่ใช่ความคิดที่ไม่มีข้อพิสูจน์
  • ใช่ว่าเรามองจะโลกในแง่ร้าย มากกว่าโอกาส เพราะว่าเราต้องใช้สรรพกำลังที่มีทำให้งานประสมความสำเร็จ โดยอาศัยปัจจัยด้านอื่นๆอีกสามด้าน คือ SWO


ตัวอย่าง
  • ใครคือคู่แข่งขันที่ทำได้ดีกว่าเรา
  • ถ้าสภาพแวดล้อมเปลี่ยนจะทำให้แผนโครงการเรามีปัญหา
  • ความขัดข้องที่จะเกิดจากเราเอง

สุดท้ายเรามาดู
โอกาส : Opportunities


โอกาส : Opportunities

ตัวอย่าง
  • โอกาสที่กำลังจะเกิดขึ้น ที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จ
  • มีเครื่องมือใหม่ที่ได้รับการสนับสนุน
  • มีช่องว่างทางการตลาดที่เรามองเห็น

เครือข่ายมีศักยภาพทำให้งานสำเร็จง่ายขึ้น
หมายเหตุ
  •         โอกาสควรที่จะพิจารณาทั้งในระดับมหภาค(ระดับประเทศ ระหว่างประเทศ) และระดับจุลภาค(ระดับครัวเรียน/ระดับหมู่บ้าน/ระดับตำบล)

การสร้างแผนปฏิบัติ
ขั้นต่อไปเราจะทำอย่างไร
  • จุดแข็งของทุนเรามีอะไรบ้าง
  • จะป้องกันหรือลดจุดอ่อนอย่างไร
  • สร้างความได้เปรียบจากโอกาสอย่างไร
  • ระวังอุปสรรคอย่างไร

       ตั้งเป้าหมายและวัตถุประสงค์ไว้ในแผนอื่นๆที่ทำได้
เราลองให้ความชัดเจนในหัวข้อต่อไปนี้
  •       ความหมายและวัตถุประสงค์ของการทำ SWOT
  •       สามารถแก้ปัญหาพวกพ้องในการทำงานได้หรือไม่
  •       มีรูปแบบในการเปลี่ยนแปลงที่น่าเชื่อถือหรือไม่
  •       แนวทางกลยุทธ์สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้องค์กรของเราได้หรือไม่


การนำไปใช้
     ทำความเข้าใจเกี่ยวกับองค์ความรู้เกี่ยวกับตนเองมากขึ้น วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคของตัวเราเองเพื่อนำไปปรับปรุง แก้ไข ยอมรับ และพัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้น เพื่อความสำเร็จในอนาคตข้างหน้า

วิธีการสอน
     ถาม-ตอบ ให้ผู้เรียนได้ตอบคำถามเพื่อให้ได้คำตอบที่มีความสมบูรณ์  เน้นการมีส่วนร่วมของผู้เรียน 
ระดมความคิดร่วมกับนักศึกษา แนะนำการนำเสนอ สอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมให้กับผู้เรียน มีใบบันทึกการเข้าเรียนเพื่อฝึกให้มีความรับผิดชอบในการมาเรียน



ประเมินสภาพในห้องเรียน
รูปแบบการนั่งเรียนเน้นให้ผู้เรียนได้มองเห็นผู้สอนอย่างทั่วถึง และ ผู้สอนก็สามารถมองเห็นผู้เรียนได้อย่างทั่วถึง 

ประเมิน
  ตนเอง -  เข้าเรียนตรงเวลา แต่งกายเรียบร้อย 
  เพื่อน   -  มีการให้การร่วมมือในการทำกิจกรรมต่างๆ เสนอความคิดเห็นและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
  อาจารย์ - การสอนใช้เสียงดังชัดเจน  อธิบายถึงเรื่องต่างๆได้อย่างเข้าใจ มีกิจกรรมต่างๆให้ทำอย่างสนุกสนานและเข้าใจในเรื่องนั้นๆเพิ่มยิ่งขึ้น 

วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนครั้งที่ 7


บันทึกการเรียนครั้งที่ 7
วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560
เวลาเรียน 8.30 - 11.30 น.




"งด
การเรียนการสอนเนื่องจากมีการสอบกลางภาคเรียน"

วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนครั้งที่ 6

บันทึกการเรียนครั้งที่ 6
วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560
เวลาเรียน 8.30 - 11.30 น.

ความรู้ที่ได้รับจากการเรียน
    โครงสร้างขององค์กรและการจัดระบบบริหารงานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
การบริหารงาน
สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
การบริหารสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย มีลักษณะการบริหารเฉพาะตัว โดยที่ต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้
                1. นโยบาย และยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศของรัฐบาล
                2. แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ
                3. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
                4. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
                5. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
                6. ปรัชญา นโยบายและวัตถุประสงค์ของสถานศึกษา
                7. ความต้องการของชุมชน
การจัดประเภท และรูปแบบสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยในประเทศไทย
1. การจัดแบ่งตามโครงสร้างการบริหารตามขนาด แบ่งเป็น 3 ขนาด คือ
           
1) โครงสร้างบริหารสถานศึกษาปฐมวัยขนาดเล็ก

                
2) โครงสร้างบริหารสถานศึกษาปฐมวัยขนาดกลาง
               
 3) โครงสร้างบริหารสถานศึกษาปฐมวัยขนาดใหญ่
การจัดประเภท และรูปแบบสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
ในประเทศไทย
2. การแบ่งตามรูปแบบตามพระราชบัญญัติการศึกษาชาติ
                (พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2 )พ.ศ. 2545 กล่าวไว้ใน มาตรา 15กำหนดการจัดการศึกษา มี 3 รูปแบบ คือ)
                1.รูปแบบในระบบโรงเรียน
                2.รูปแบบนอกระบบโรงเรียน
3. รูปแบบการให้บริการแบบใหม่
                คือ การรวมเด็กที่ผิดปกติและเด็กปกติไว้ด้วยกัน โดยเรียกแบบนี้ว่า “Normalization”
                3.รูปแบบตามอัธยาศัย
หลักในการบริหารงานในสถานพัฒนาปฐมวัย
1. การบริหารงานวิชาการ
                เป็นการบริหารกิจกรรมทุกชนิดในโรงเรียน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปรับปรุงพัฒนาการสอนผู้เรียนให้ได้ผลดีและมีประสิทธิภาพที่สุด
2. การบริหารงานบุคคลในสถานศึกษาปฐมวัย
                คือ การปฏิบัติการใช้คนให้ทำงาน อย่างมีประสิทธิภาพโดยมีขบวนการต่าง ๆ
3. การบริหารงานธุรการและการเงินในสถานศึกษาปฐมวัย
                - งานธุรการในสถานศึกษา
                - งานการเงินในสถานศึกษาปฐมวัย
                - งานสารบรรณในสถานศึกษาปฐมวัย
                - งานทะเบียนและรายงาน
                - งานรักษาความปลอดภัย
                - งานการเงินและพัสดุ
                - งานพัสดุ
4. การบริหารงานกิจการนักเรียนในสถานศึกษาปฐมวัย 
                คือ การดำเนินงาน เพื่อสนับสนุนการจัดกิจกรรมในโรงเรียนโดยนักเรียนสมัครใจร่วมกิจกรรมเพื่อพัฒนาตนเอง
5. การบริหารสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาปฐมวัย
           - การบริหารสภาพแวดล้อมทางกายภาพ
           - การบริหารสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการจัดกิจกรรมและประสบการณ์
การบริหารสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยในยุคปฏิรูป
ความหมาย การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
(School Based Management)
                คือ การบริหารโดยกระจายอำนาจทางการศึกษาไปยังสถานศึกษาโดยตรงให้มีอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบและความคล่องตัวในการบริหารจัดการมากที่สุด
หลักการในการบริหารแบบโรงเรียนเป็นฐาน
(School Based Management)
• หลักการกระจายอำนาจ (Decentralization)
                • หลักการมีส่วนร่วม (Participation or Collaboration Involvement)
                • หลักการคืนอำนาจจัดการศึกษาให้ประชาชน
( Return Power to People)
                • หลักการบริหารตนเอง (Self - managing)
                • หลักการตรวจสอบและถ่วงดุล (Check and Balance)
 รูปแบบโรงเรียนที่ใช้การบริหารแบบโรงเรียนเป็นฐาน
• ผู้บริหารโรงเรียนเป็นหลัก
(Administrative Control School Council )
• บริหารโดยครูเป็นหลัก
(Professional Control Council)
• การบริหารจัดการโดยชุมชนมีบทบาท
(Community Control School Council)
• ครูและชุมชนมีบทบาทหลัก
(Professional Community Control School Council)

องค์กรแห่งการเรียนรู้



การนำไปใช้
     ทำความเข้าใจเกี่ยวกับองค์ความรู้เกี่ยวกับรายวิชาการจักการบริหารจัดการสถานศึกษาระดับปฐมวัยที่มีทั้ง ความหมาย ความสำคัญ แนวคิด ทฤษฎี ประเภท บทบาท หน้าที่ของผู้บริหาร รูปแบบ การจัดโครสร้าง ระบบงาน บุคลิกภาพ คุณลักษณะ การดำเนินการ การติดตามนิเทศ การส่งเสริม เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาในอนาคต 


วิธีการสอน
     ถาม-ตอบ ให้ผู้เรียนได้ตอบคำถามเพื่อให้ได้คำตอบที่มีความสมบูรณ์  เน้นการมีส่วนร่วมของผู้เรียน 
ระดมความคิดร่วมกับนักศึกษา แนะนำการนำเสนอ สอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมให้กับผู้เรียน มีใบบันทึกการเข้าเรียนเพื่อฝึกให้มีความรับผิดชอบในการมาเรียน



ประเมินสภาพในห้องเรียน
รูปแบบการนั่งเรียนเน้นให้ผู้เรียนได้มองเห็นผู้สอนอย่างทั่วถึง และ ผู้สอนก็สามารถมองเห็นผู้เรียนได้อย่างทั่วถึง 

ประเมิน
  ตนเอง -  เข้าเรียนตรงเวลา แต่งกายเรียบร้อย 
  เพื่อน   -  มีการให้การร่วมมือในการทำกิจกรรมต่างๆ เสนอความคิดเห็นและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
  อาจารย์ - การสอนใช้เสียงดังชัดเจน  อธิบายถึงเรื่องต่างๆได้อย่างเข้าใจ มีกิจกรรมต่างๆให้ทำอย่างสนุกสนานและเข้าใจในเรื่องนั้นๆเพิ่มยิ่งขึ้น 

วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนครั้งที่5

บันทึกการเรียนครั้งที่ 5
วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560
เวลาเรียน 8.30 - 11.30 น.

ไม่มีการเรียนการสอน เนื่องจากเข้าอบรม

โครงการอบรมให้ความรู้และประกวด
มารยาททางวัฒนธรรม

ณ ห้องประชุมขั้น 5 อาคารนวัตกรรมการศึกษา

วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนครั้งที่ 4

บันทึกการเรียนครั้งที่ 4
วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560
เวลาเรียน 8.30 - 11.30 น.

ความรู้ที่ได้รับจากการเรียน
นำเสนอคำคม
โดย นางสาวเปมิกา ชุติมาสวรรค์

โดย นางสาวกรกช เดชประเสริฐ

โดย นางสาวจรีพร เฉลิมจาน
    
โดย นางสาวปราชมพู บุญชม

โดย นางสาวกมลรัตน์ มาลัย

กิจกรรม
นำเสนองานเกี่ยวกับสถานศึกษาปฐมวัย

กลุ่มที่ 1 เรื่อง สถานศึกษาประเภทโรงเรียนอนุบาล Kindergarten

กลุ่มที่ 2 เรื่อง ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนเกณฑ์ของสถาบันศาสนา



กลุ่มที่ 3 เรื่อง สถานรับเลี้ยงเด็ก Nursery



     กลุ่มที่ 4 เรื่อง ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียน

กลุ่มที่ 5 เรื่อง ศูนย์รับเลี้ยงเด็ก







การนำไปใช้
     ทำความเข้าใจเกี่ยวกับองค์ความรู้เกี่ยวกับรายวิชาการจักการบริหารจัดการสถานศึกษาระดับปฐมวัยที่มีทั้ง ความหมาย ความสำคัญ แนวคิด ทฤษฎี ประเภท บทบาท หน้าที่ของผู้บริหาร รูปแบบ การจัดโครสร้าง ระบบงาน บุคลิกภาพ คุณลักษณะ การดำเนินการ การติดตามนิเทศ การส่งเสริม เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาในอนาคต 


วิธีการสอน
     ถาม-ตอบ ให้ผู้เรียนได้ตอบคำถามเพื่อให้ได้คำตอบที่มีความสมบูรณ์  เน้นการมีส่วนร่วมของผู้เรียน 
ระดมความคิดร่วมกับนักศึกษา แนะนำการนำเสนอ สอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมให้กับผู้เรียน มีใบบันทึกการเข้าเรียนเพื่อฝึกให้มีความรับผิดชอบในการมาเรียน



ประเมินสภาพในห้องเรียน
รูปแบบการนั่งเรียนเน้นให้ผู้เรียนได้มองเห็นผู้สอนอย่างทั่วถึง และ ผู้สอนก็สามารถมองเห็นผู้เรียนได้อย่างทั่วถึง 

ประเมิน
  ตนเอง -  เข้าเรียนตรงเวลา แต่งกายเรียบร้อย 
  เพื่อน   -  มีการให้การร่วมมือในการทำกิจกรรมต่างๆ เสนอความคิดเห็นและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
  อาจารย์ - การสอนใช้เสียงดังชัดเจน  อธิบายถึงเรื่องต่างๆได้อย่างเข้าใจ มีกิจกรรมต่างๆให้ทำอย่างสนุกสนานและเข้าใจในเรื่องนั้นๆเพิ่มยิ่งขึ้น 

วันเสาร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนครั้งที่ 3

บันทึกการเรียนครั้งที่ 3
วันพุธที่ 25 มกราคม  พ.ศ.2560
เวลาเรียน 8.30 - 11.30 น.

ความรู้ที่ได้รับจากการเรียน
    บทบาทหน้าที่ของผู้บริหาร
ความหมายและประเภทของผู้นำ
            ผู้นำ (Leader) หมายถึง บุคคลที่มีศิลป บุคลิกภาพ ความสามารถ เหนือบุคคลทั่วไป สามารถชักจูงให้ผู้อื่นปฏิบัติตามที่ต้องการได้ ส่วนความเป็นผู้นำ (Leadership) เป็นกระบวนการที่มีอิทธิพลต่อกลุ่ม เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ผู้บริหารทุกคนควรเป็นผู้นำ และมีภาวะผู้นำ แต่ผู้นำไม่สามารถเป็นผู้บริหารที่ดีได้ทุกคน เพราะผู้บริหารต้องมีทักษะ มีความสามารถในหน้าที่ของผู้บริหารด้วย
ประเภทของผู้นำ
1. ผู้นำตามอำนาจหน้าที่ เป็นผู้นำโดยอาศัยอำนาจหน้าที่ (Authority) และมีอำนาจบารมี (Power) เป็นเครื่องมือ มีลักษณะที่เป็นทางการ (Formal) และไม่เป็นทางการ (Informal) เกิดพลังร่วมของกลุ่มในการดำเนินงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ อำนาจนี้ได้มาจาก กฎหมาย กฎระเบียบ หรือขนบธรรมเนียม ในการปฏิบัติ จำแนกผู้นำประเภทนี้ออกเป็น 3 แบบ คือ 1 ผู้นำแบบใช้พระเดช 2  ผู้นำแบบใช้พระคุณ  3  ผู้นำแบบพ่อพระ

1.1 ผู้นำแบบใช้พระเดช  (Legal Leadership) ผู้นำแบบนี้เป็นผู้นำที่ได้อำนาจในการปกครองบังคับบัญชาตามกฎหมายมีอำนาจตามตำแหน่งหน้าที่ราชการมาหรือเกิดขึ้นจากตัวผู้นั้น หรือจากบุคลิกภาพของผู้นั้นเอง ผู้นำแบบนี้ได้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ในกระทรวง ทบวง กรม เช่น รัฐมนตรี อธิบดี หัวหน้ากอง และหัวหน้าแผนก เป็นต้น

1.2  ผู้นำแบบใช้พระคุณ  (Charismatic Leadership) ผู้นำที่ได้อำนาจเกิดขึ้นจากบุคลิกภาพอันเป็นคุณสมบัติส่วนตัวของผู้นั้น มิใช่อำนาจที่เกิดขึ้นจากตำแหน่งหน้าที่ ความสำเร็จในการครองใจและชนะใจของผู้นำประเภทนี้ ได้มาจากแรงศรัทธาที่ก่อให้ผู้อยู่ใต้บังคับเกิดความเคารพนับถือและเป็นพลังที่จะช่วยผลักดันให้ร่วมจิตร่วมใจกัน ปฏิบัติตามคำสั่งแนะนำด้วยความเต็มใจ ตัวอย่างได้แก่ มหาตมะคันธี ซึ่งสามารถใช้ภาวะการเป็นผู้นำครองใจชาวอินเดียนับเป็นจำนวนล้าน ๆ คน ได้

1.3  ผู้นำแบบพ่อพระ  (Symbolic Leadership) ผู้นำที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายมิได้ใช้อำนาจหน้าที่ในการปกครองบังคับบัญชา บุคคลเหล่านั้นปฏิบัติตามเพราะเกิดแรงศรัทธา หรือสัญญาลักษณ์ในตัวของผู้นั้นมากกว่า เช่น พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นองค์ประมุขและสัญลักษณ์ของแรงศรัทธาของประชาชนไทยทั้งมวล


 2.  ผู้นำตามการใช้อำนาจ 
            2.1 ผู้นำแบบเผด็จการ   (Autocratic Leadership) หรือ อัตนิยม คือใช้อำนาจต่าง ๆ ที่มีอยู่ในการสั่งการแบบเผด็จการโดยรวบอำนาจ ไม่ให้โอกาสแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น   ตั้งตัวเป็นผู้บงการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเชื่อฟังโดยเด็ดขาด ปฏิบัติการแบบนี้เรียกว่า One Man Show อยู่ตลอดเวลาโดยไม่คำนึงถึงจิตใจของผู้ปฏิบัติงาน เช่น      ฮิตเลอร์


2.2  ผู้นำแบบเสรีนิยม (Laisser-Faire Leadership) หรือ Free-rein Leadership ผู้นำแบบนี้เกือบไม่มีลักษณะเป็นผู้นำเหลืออยู่เลย คือ ปล่อยให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชากระทำกิจการใด ๆ ก็ตามได้โดยเสรี ซึ่งการกระทำนั้นต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย กฎระเบียบหรือข้อบังคับที่กำหนดไว้ และตนเป็นผู้ดูแลให้กิจการดำเนินไปได้โดยถูกต้องเท่านั้น มีการตรวจตราน้อยมากและไม่ค่อยให้ความช่วยเหลือในการดำเนินงานใด ๆ ทั้งสิ้น

2.3  ผู้นำแบบประชาธิปไตย (Democratic Leadership) ผู้นำแบบนี้ เป็นผู้นำที่ประมวลเอาความคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากคณะบุคคลที่อยู่ใต้บังคับบัญชาที่มาประชุมร่วมกัน อภิปรายแสดงความคิดเห็นในปัญหาต่าง ๆ เพื่อนำเอาความคิดที่ดีที่สุดมาใช้   ฉะนั้น   นโยบายและคำสั่งจึงมีลักษณะเป็นของบุคคลโดยเสียงข้างมาก

3.  ผู้นำตามบทบาทที่แสดงออก 
จำแนกเป็น  3 แบบ คือ
            3.1  ผู้นำแบบบิดา-มารดา (Parental Leadership) ผู้นำแบบนี้ ปฏิบัติตนเหมือนพ่อ-แม่ คือทำตนเป็นพ่อแม่เห็น ผู้อื่นเป็นเด็ก อาจจะแสดงออกมาในบทบาทของพ่อแม่ที่อบอุ่น ใจดี ให้กำลังใจ   หรืออาจแสดงออกตรงกันข้ามในลักษณะการตำหนิติเตียนวิพากษ์   วิจารณ์   คาดโทษ   แสดงอำนาจ

3.2  ผู้นำแบบนักการเมือง  (Manipulater Leadership) ผู้นำแบบนี้พยายามสะสมและใช้อำนาจ โดยอาศัยความรอบรู้และตำแหน่งหน้าที่การงานของคนอื่นมาแอบอ้างเพื่อให้ตนได้มีความสำคัญและเข้ากับสถานการณ์นั้น ๆ ได้ ผู้นำแบบนี้เข้าทำนองว่ายืมมือ ของผู้บังคับบัญชาของผู้นำแบบนี้อีกชั้นหนึ่ง  โดยเสนอขอให้สั่งการเพื่อประโยชน์แก่การสร้างอิทธิให้แก่ตนเอง

3.3  ผู้นำแบบผู้เชี่ยวชาญ  (Expert Leadership) ผู้นำแบบนี้เกือบจะเรียกว่าไม่ได้เป็นผู้นำตามความหมายทางการบริหาร เพราะมีหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำแก่ Staff  ผู้นำแบบนี้มักเป็นผู้เชี่ยวชาญและมีความรู้เฉพาะอย่าง เช่น คุณหมอพรทิพย์ มีความเชี่ยวชาญในการตรวจ DNAถ้าพิจารณาจากบุคลิกภาพอีริก เบิร์น จิตแพทย์ชาวอเมริกัน ได้วิเคราะห์โครงสร้างของบุคลิกภาพของคนว่ามีอยู่ 3 องค์ประกอบ  คือภาวะของความเป็นเด็ก (Child  egostate )  ภาวะของการเป็นผู้ใหญ่ (Adult egostate ) และภาวะของความเป็นผู้ปกครอง  (Parents  egostate)  ก็จะมองผู้นำได้เป็น 3 แบบ คือภาวะความเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ พ่อแม่ ในแบบผู้นำ

ผู้นำยุคใหม่
คุณสมบัติของผู้นำตามอักษรแต่ละตัวในคำว่า LEADERSHIP มีความหมายบ่งชี้ถึงลักษณะต่างๆ ของผู้นำที่ดี ดังนี้
            1. L คือ Listen เป็นผู้ฟังที่ดี..
            2. E คือ Explain สามารถอธิบายสิ่งต่างๆ ให้เข้าใจได้..
            3. A คือ Assist ช่วยเหลือเมื่อควรช่วย…
            4. D คือ Discuss รู้จักแลกเปลี่ยนความคิดเห็น..
            5. E คือ Evaluation ประเมินผลการปฏิบัติงาน..
            6. R คือ Response แจ้งข้อมูลตอบกลับ…
            7. S คือ Salute ทักทายปราศรัย...
            8. H คือ Health มีสุขภาพดีทั้งกายและใจ..
            9. I คือ Inspire รู้จักกระตุ้นและให้กำลังใจลูกน้อง..
            10. P คือ Patient มีความอดทนเป็นเลิศนั่นเอง..

ผู้บริหารแบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ
            1.  ผู้บริหารทำหน้าที่สั่งการ  (Line Manager)
            2.  ผู้บริหารทำหน้าที่ให้คำแนะนำ  (Staff  Manager)
            3.  ผู้บริหารทำหน้าที่สั่งการเฉพาะด้าน  (Functional Manager)
            4.  ผู้บริหารทั่วไป  (General Manager)
            5.  ผู้บริหาร (Administrator)





คุณลักษณะของผู้บริหาร
นักบริหารมืออาชีพได้สรุปคุณลักษณะดังนี้
             1.  Vision   เป็นผู้มีวิสัยทัศน์
             2.   Charisma   เป็นผู้มีเสน่ห์  มีแรงดึงดูด  สร้างความเชื่อให้คนเกิดความศรัทธา คล้อยตามได้
             3.  Integrity   มีความเป็นปึกแผ่น  เหนียวแน่น
             4.  Self – Less   ทำอะไรไม่นึกถึงตนเองแต่คำนึงถึงส่วนรวม
             5.  Courage       มีความกล้าหาญ
             6.  Uncompromising   ไม่ยอมอ่อนในเรื่องบางเรื่อง
             7.  High   Ground    ความมีมาตรฐานในตัวเองมีความซื่อสัตย์   และมีความโปร่งใสสูง
             8.  Listening   รู้จักฟัง
             9.  Fairness    มีความยุติธรรมเที่ยงธรรม
             10.  Sense     of   Time มีสติ   รู้ทันเหตุการณ์ว่าต้องทำอะไร
             11.  Know   Others Know   Oneself    เข้าใจคนอื่นและเข้าใจตนเอง หรือรู้เขารู้เรา
             12.  Judgment   ยุติธรรม
             13.  Inspiring    มีความมุ่งมั่น
             14.  Faith    มีความเชื่อมั่น   ศรัทธา
             15.  Institutional    มีความเป็นองค์กรนั้น

การบริหารงานให้บรรลุเป้าหมาย
ทักษะของผู้บริหาร
Robert L. Katz ได้เสนอว่าทักษะของผู้บริหารที่สำคัญมี 3 อย่าง คือ
1) ทักษะด้านเทคนิค   (Technical Skills)
      2) ทักษะด้านมนุษย์สัมพันธ์  (Human Skills)
      3) ทักษะด้านการประสมแนวความคิด  (Conceptual Skill)


กิจกรรม
ชื่อ "ฉันนักบริหาร"
RATTANAPORN
R-recommend-แนะนำ
A-accommodate-ทำให้เหมาะ
T-talk-พูด
T-techich-วิธีการ,ศิลปะในการทำ
A-accurate-แน่นอน เที่ยงตรง
N-neutral-เป็นกลาง
A-administrate-บริหาร ปกครอง
P-participate-มีส่วนร่วม
O-optimist-มองโลกในแง่ดี
R-rational-มีเหตุผล
N-noble-สง่า


การนำไปใช้
     ทำความเข้าใจเกี่ยวกับองค์ความรู้เกี่ยวกับรายวิชาการจักการบริหารจัดการสถานศึกษาระดับปฐมวัยที่มีทั้ง ความหมาย ความสำคัญ แนวคิด ทฤษฎี ประเภท บทบาท หน้าที่ของผู้บริหาร รูปแบบ การจัดโครสร้าง ระบบงาน บุคลิกภาพ คุณลักษณะ การดำเนินการ การติดตามนิเทศ การส่งเสริม เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาในอนาคต 


วิธีการสอน
     ถาม-ตอบ ให้ผู้เรียนได้ตอบคำถามเพื่อให้ได้คำตอบที่มีความสมบูรณ์  เน้นการมีส่วนร่วมของผู้เรียน 
ระดมความคิดร่วมกับนักศึกษา แนะนำการนำเสนอ สอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมให้กับผู้เรียน มีใบบันทึกการเข้าเรียนเพื่อฝึกให้มีความรับผิดชอบในการมาเรียน



ประเมินสภาพในห้องเรียน
รูปแบบการนั่งเรียนเน้นให้ผู้เรียนได้มองเห็นผู้สอนอย่างทั่วถึง และ ผู้สอนก็สามารถมองเห็นผู้เรียนได้อย่างทั่วถึง 

ประเมิน
  ตนเอง -  เข้าเรียนตรงเวลา แต่งกายเรียบร้อย 
  เพื่อน   -  มีการให้การร่วมมือในการทำกิจกรรมต่างๆ เสนอความคิดเห็นและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
  อาจารย์ - การสอนใช้เสียงดังชัดเจน  อธิบายถึงเรื่องต่างๆได้อย่างเข้าใจ มีกิจกรรมต่างๆให้ทำอย่างสนุกสนานและเข้าใจในเรื่องนั้นๆเพิ่มยิ่งขึ้น